กว่าจะถึงความถี่วิทยุสมัครเล่น

head

เรามักได้ยินกันบ่อยๆ ว่า ความถี่เป็นทรัพยากรของชาติที่ประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าใครอยากจะใช้ความถี่อะไรก็ใช้ได้เลย ใครจะใช้ความถี่ก็จะต้องขออนุญาต “ประชาชนทั้งประเทศ” เสียก่อน เพราะทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน เช่น เมื่อเราพูดว่า ที่ดินนี้เป็นของรัฐ ไม่ใช่รัฐเป็นเจ้าของ แต่รัฐก็คือตัวแทนของประชาชนทั้งหมด ทำหน้าที่แทนประชาชนทั้งหมด เพื่อให้ทุกคนได้รับประโยชน์จากทรัพยากรนั้นๆ อย่างเต็มที่

ขออนุญาตใช้ความถี่
ขอเน้นว่า ต้องขออนุญาตรับสิทธิ์ในการใช้จาก “ประชาชนทั้งประเทศ” ไม่ใช่ประชาชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
วิธีการก็คือ ประชาชนใช้อำนาจในการอนุญาตนั้นผ่านผู้แทนที่ประชาชนเลือกเข้ามา และมอบอำนาจให้ตัดสินใจแทน ให้ช่วยวางแผน กรอบและกติกาในการใช้ทรัพยากรของชาติทุกอย่าง วางแผนการจัดสรรให้ผู้ที่ต้องการนำไปใช้ประโยชน์ เพื่อให้การใช้นั้นต้องเกิดผลตอบแทนที่คุ้มค่าที่สุดให้กับประชาชนทั้งประเทศซึ่งเป็นเจ้าของทรัพยากรร่วมกัน โดยอาจจะเป็นค่าตอบแทนการใช้ทรัพยากร หรือในรูปของการบริการ หรือประโยชน์สุขอื่นๆ
ตัวอย่างเช่นความถี่ ความคุ้มค่าอาจจะอยู่ที่การเปิดให้เช่าด้วยราคาแพง เอาเงินเข้ากระทรวงการคลังคาดหวังว่ารัฐบาลจะใช้งบประมาณส่วนนั้นให้เป็นประโยชน์ในด้านไหนไม่รู้ มองไม่ค่อยเห็น ที่แน่ๆ คือเมื่อนักธุรกิจลงทุนแพง ก็ต้องขายแพง ประชาชนก็ต้องซื้อบริการด้วยราคาแพง นี่ชัดเจน
หรือการวางกลยุทธ์ดีๆ ให้เช่าในราคาถูกเพื่อให้มีคนสนใจแข่งกันให้บริการ ประชาชนจะได้ใช้ของราคาถูก ซึ่งอย่างนี้จะเห็นประโยชน์ที่เกิดกับประชาชนในด้านโทรคมนาคมนี้โดยตรงและชัดเจน บริการที่ว่านี้ไม่ใช่เฉพาะด้านการสื่อสาร แต่ยังรวมถึงการควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ การทำงานแบบไร้สาย ความบันเทิงต่างๆ ทุกอย่างที่ใช้คลื่นความถี่
หรือบางส่วนให้นำมาใช้ในรูปแบบอื่น เช่น ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ในการประสานงานเพื่อให้บริการที่ดีขึ้น บางส่วนก็ใช้เพื่อการศึกษาเรียนรู้ กระตุ้นต่อมความคิดสร้างสรรค์ สร้างนักวิจัยพัฒนา หรือกำเนิดธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งส่วนนี้จะไม่เห็นค่าตอบแทนการใช้ความถี่เป็นตัวเงินแน่นอน สิ่งที่ควรจะเห็นคือทรัพยากรมนุษย์
ผู้แทนของประชาชน รับมอบอำนาจจากประชาชนมา จะทำหน้าที่พิจารณาเป้าหมายของการใช้ความถี่ วางกฎ กรอบ กติกา และวิธีการหาคนที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมมาทำงานแทน และมอบอำนาจให้ต่อ ด้วย พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ซึ่งเป็นที่มาของอำนาจและหน้าที่ของ กสทช.

ข้อตกลงของ ITU
พูดถึงการจัดสรรความถี่มันมองไม่ค่อยเห็นภาพ เราอาจจะเปรียบกับที่ดินของประเทศ ซึ่งทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน ก็ไม่ใช่ว่าใครนึกจะปลูกบ้าน สร้างรีสอร์ทตรงไหนก็ทำได้ตามใจ เพราะเรามีกฎหมายที่กำหนดการรูปแบบใช้งานที่ดินเอาไว้ บางส่วนให้เป็นพื้นที่ทำกินและอยู่อาศัยโดยบางส่วนประชาชนซื้อสิทธิ์ได้บางส่วนให้จับจอง บางส่วนเก็บไว้เป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อประโยชน์อื่นๆ เช่นพื้นที่ป่าไม้ต้นน้ำลำธารแหล่งผลิตอากาศสะอาดๆ เพื่อการดำรงชีวิตที่ดีของทุกคน พื้นที่อนุรักษ์สัตว์ป่าเพื่อความสมดุลของธรรมชาติ
ที่ดินของแต่ละประเทศมันก็อยู่ในประเทศ การจัดสรรก็ไม่จำเป็นต้องคำนึงว่าประเทศอื่นๆ จะพอใจมั้ย ต้องทำเหมือนๆ กันมั้ย เราจัดให้เหมาะสมกับประเทศของเราก็ใช้ได้แล้ว แต่ว่าความถี่นั้นจะต่างกันนิดหน่อย เพราะมันมีส่วนที่แผ่กระจายมาหากันได้ รบกวนกันได้ และมีส่วนที่ใช้ร่วมกันได้ เช่น การผลิตอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ถ้าเรากำหนดการใช้ความถี่ไปในทางเดียวกัน ก็ทำให้เราสามารถใช้ร่วมกัน สามารถผลิตอุปกรณ์ส่งขายให้กันและกันได้ จึงเป็นที่มาของการประชุมพูดคุยกัน ตกลงกันว่าจะจัดสรรความถี่ให้เหมือนๆ กันได้ยังไง
มันเป็นการรวมตัวกันในรูปของสหภาพ มีการทำข้อตกลงร่วมกัน โดยทุกประเทศก็พยายามเสนอข้อตกลงที่ประเทศของตัวเองจะได้ประโยชน์มากที่สุด ข้อที่ประเทศอื่นๆ ตกลงกันได้ บางประเทศเห็นว่าไม่เหมาะกับประเทศของตัวเอง ก็บอกได้ว่าเรื่องนี้ประเทศฉันไม่เอานะ เขาก็จะบันทึกไว้เพื่อให้ประเทศอื่นๆ รับรู้ร่วมกัน ข้อตกลงนี้เรียกว่า เรดิโอ เรกูเลชั่น ไม่ใช่กฎหมาย ไม่มีการบังคับ และไม่มีการลงโทษ เป็นเพียงข้อตกลงเพื่อประโยชน์ในการใช้ความถี่ของทุกๆ ประเทศ
สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ ITU นี้ ไม่มีอำนาจที่จะบังคับให้ประเทศใดๆ ต้องทำตาม ถ้าประเทศเราไม่ทำตาม ใครก็บังคับเราไม่ได้ ถ้าพม่า ลาว เขมรไม่ยอมเปิดกิจการวิทยุสมัครเล่น ต่อให้ประธาน ITU มาเอง หรือยกที่ประชุม ITU มาคุยถึงบ้านเขาก็บังคับเขาไม่ได้ ทำได้แต่เพียงพยายามชี้ให้เห็นผลดี เกลี้ยกล่อมให้เห็นด้วย ให้เข้ามาร่วมกัน

สู้แล้วต้องได้เพื่อน
ที่เน้นตรงนี้ก็เพื่อให้เราเข้าใจชัดเจนว่า หน่วยงานของรัฐ (ซึ่งก็คือผู้ที่ประชาชนมอบอำนาจผ่านมาตามขั้นตอนอันสลับซับซ้อนนั้น) มีสิทธิ์ 100% ตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ ที่จะพิจารณาว่าจะอนุญาตให้มีกิจการวิทยุสมัครเล่น ถ้าให้จะให้ความถี่ไหนบ้าง กี่ความถี่ ถ้าเขาพิจารณาว่าเขาไม่ให้ เพราะการใช้ความถี่ของวิทยุสมัครเล่นนั้น ไม่ได้ “เป็นประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชน” เขาก็ทำได้เลย
องค์กรวิทยุสมัครเล่นทั่วโลกไม่ว่าระดับไหน ล้วนแต่ต้องต่อสู้ด้วยการพยายามส่งเสริมและสร้างกิจกรรมต่างๆ ที่ทำให้เพื่อนนักวิทยุสมัครเล่นทั้งหลายได้แสดงความเป็นทรัพยากรมนุษย์ด้านโทรคมนาคม เพื่อแสดงให้เห็นว่า วิทยุสมัครเล่นนั้น สามารถใช้ความถี่ให้ “เป็นประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชน”
และไม่เพียงหน่วยงานกำกับดูแล แต่ต้องพยายามให้ผู้ใช้คลื่นความถี่ของภาคธุรกิจและภาครัฐเห็นดีเห็นงามกับเราด้วย ต้องมีเพื่อนมีพวกช่วยกันสนับสนุน เขาจะไม่พยายามทำอะไรให้ ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องขมวดคิ้ว

เราต้องระลึกเสมอว่าความถี่อื่นๆ ที่มีการใช้งานนั้น บางความถี่ก็ใช้เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรม บ้างก็ใช้ทางการแพทย์ ด้านความมั่นคง รวมทั้งธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมซึ่งเห็นชัดมากว่าเป็นประโยชน์อย่างมหาศาล ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดรายได้ของประเทศ กระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ยังเป็นผลต่อความสะดวก ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
คนที่อายุเกิน 30 ปี คงจำได้ถึงสมัยที่จะติดต่อทางบ้านก็ต้องใช้โทรเลข หรือโทร.หาผู้ใหญ่บ้าน ให้ตามญาติมารับโทรศัพท์ เวลาที่เดินหาตู้โทรศัพท์ กว่าจะเจอแถมยังเสียซะอีก เมื่อเทียบกับปัจจุบันเป็นอย่างไร หรือวิทยุสื่อสารของมูลนิธิต่างๆ ที่ใช้ประสานงานช่วยเหลือและกู้ภัย งานที่มีประโยชน์ขนาดนั้น เค้ายังต้องจ่ายค่าตอบแทนการใช้ความถี่เป็นเงินไม่น้อย วิทยุสมัครเล่นเราขอใช้ฟรี ก็จะต้องมีการพูดคุยหว่านล้อมรวมทั้งหลักฐาน หลักการ และเหตุผลที่ดีมากๆ เพื่อให้เขาเห็นประโยชน์ และให้โอกาสเราได้ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ ใช่ไหม

ถึงบ้านแล้วเป็นกฎหมาย
กลับมาถึงบ้าน ก็เป็นหน้าที่ของ กสทช. ที่จะเอาข้อตกลงอันนั้นมาเป็นกรอบในการวางแผนการใช้ความถี่ ที่เรียกว่าแผนความถี่แห่งชาติ สร้างกฎ กติกา และรูปแบบในการใช้ความถี่ อนุญาตหรือไม่อนุญาตให้มีการนำความถี่ไปใช้ กำหนดว่าจะใช้ได้อย่างไร เอาไปใช้แล้วคุ้มค่ามั้ย ผู้ใช้ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องต้องมีคุณสมบัติอย่างไร ฯลฯ และตรวจสอบให้เป็นไปตามนั้น
กสทช.จะต้องจัดการให้มีการใช้ความถี่อย่างคุ้มค่าที่สุด ประชาชนได้ประโยชน์มากที่สุด ถ้าตรงไหนไม่คุ้มค่า นำไปใช้ไม่ตรงวัตถุประสงค์ กสทช.มีสิทธิ์ที่จะยกเลิกการอนุญาตและเรียกความถี่คืนโดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อการลงทุนของผู้รับใบอนุญาต และ กสทช.ก็มีสิทธิ์ที่จะปรับปรุงแผนการใช้ความถี่ใหม่ ซึ่งจะต้องมีการหารือกับผู้ที่ได้รับใบอนุญาต และถ้าเป็นการเปลี่ยนย่านความถี่ซึ่งผู้รับใบอนุญาตจะต้องลงทุนใหม่ โดยทั่วไปจะให้เวลา 10 ปี แต่ส่วนมาก ไม่ถึง 10 ปี อุปกรณ์ที่มีอยู่ก็ไม่ทันสมัย หรือหมดสภาพไปแล้ว

สิ่งที่ทำในประเทศนี้จะต้องตราออกมาเป็นกฎหมายตัวหลัก ตัวลูก ตัวหลาน ตัวเหลน อาจจะอยู่ในรูประเบียบหรือประกาศต่างๆ ซึ่งการกำหนดเหล่านี้ถือเป็นกฎหมายแล้วนะ มีผลในการบังคับใช้ และมีบทลงโทษ นี่ไม่ใช่เป็นข้อตกลงที่เลือกได้ว่าจะทำตามหรือไม่ เมื่อประกาศลงราชกิจจานุเบกษาแล้ว ทุกคนทุกฝ่ายจะต้องปฏิบัติตาม ถ้าฝ่าฝืนก็จะมีการลงโทษ

การบริหารความถี่
ถ้าเราได้เห็นแผนความถี่ของ ITU เป็นครั้งแรก คงจะถึงกับอึ้งเหมือนๆ กัน ความถี่มีเยอะมากๆ แม้จะแบ่งเป็นย่านๆ แล้ว ไปนั่งดูก็ยังน่ามึน กิจการที่ต้องใช้ความถี่ก็มีเยอะมากๆ ประชาชนธรรมดาๆ อย่างเราคงนึกไม่ถึง ดูแล้วทำให้เข้าใจมากขึ้นเยอะถึงประโยชน์และความสำคัญของคลื่นความถี่ และที่น่าปลื้มใจคือ มันจะมีส่วนเสี้ยวของความถี่ช่วงบางๆ กระจ้อยร่อยที่ระบุว่าวิทยุสมัครเล่นอยู่ด้วย ต้องปลื้มสิ เพราะความถี่ทั้งหมดนั้นคิดเป็นเงินแล้วมีมูลค่ามหาศาล แต่วิทยุสมัครเล่นเพียง “ขอใช้เฉยๆ”
การที่เรามีส่วนตรงนี้ได้ ก็ต้องขอบคุณพี่น้องนักวิทยุสมัครเล่นยุคบุกเบิกที่ได้สร้างประโยชน์ให้เห็นประจักษ์ และได้ใช้ศิลปะในการโน้มน้าวใจ นำเสนออย่างสุดความสามารถให้ที่ประชุมเห็นด้วยว่ากิจการวิทยุสมัครเล่นนี้แม้จะไม่มีผลให้เห็นเป็นตัวเงินก็ตาม แต่ถ้าคุณแบ่งความถี่เล็กๆ น้อยๆ ให้นักวิทยุสมัครเล่นในบ้านคุณนะ คุณจะได้ทรัพยากรมนุษย์ด้านโทรคมนาคมมาโดยที่ประเทศของคุณไม่ต้องลงทุนเลย พวกนี้เค้าชอบศึกษาค้นคว้า สร้างสิ่งใหม่ๆ และจะมีความสามารถในการสื่อสารด้วยนะ เวลาที่ประเทศคุณประสบปัญหาด้านการสื่อสาร คนเหล่านี้ก็จะยินดีที่จะอาสาสมัครมาช่วยด้วย แค่แบ่งความถี่ให้ติ๊ดนึงเอง อะไรทำนองนี้
สำหรับบ้านเรา ก็ต้องขอบคุณท่านนที สมัยที่เป็น กทช. ที่ได้ให้โอกาสวิทยุสมัครเล่นเข้าชี้แจง และสนับสนุนให้แผนความถี่ด้านวิทยุสมัครเล่นของเรา เป็นไปตามแผนความถี่ของสหภาพโทรคมนาคมแห่งชาติ ภูมิภาคที่ 3 เรียกว่าพร้อมที่จะพิจารณาเปิดให้ใช้
แต่การจะได้ใช้นั้นยังต้องผ่านอีกหลายด่าน โดยต้องมีระเบียบลูกระเบียบหลานออกมากำกับการใช้งาน

รูปแบบของตัวระเบียบ
สิ่งที่ กสทช. จะต้องกำกับดูแลนั้นคือ “คลื่นแต่ละความถี่” ส่วนที่เหลือคือองค์ประกอบของการอนุญาต ได้แก่ “คน” ที่เป็นผู้ใช้ความถี่ “เครื่อง” ที่เป็นอุปกรณ์ผลิต ส่ง และรับคลื่นแต่ละความถี่ และ “เงื่อนไขการอนุญาต”
ส่วนแรก ก็จะบอกก่อนว่า ระเบียบนี้มีอำนาจในการบังคับใช้นะ ได้อำนาจมาจากไหน และมีอำนาจเหนือประกาศหรือระเบียบไหน หรือจะให้ยกเลิกระเบียบไหนบ้าง แล้วก็อธิบายความหมายของคำต่างๆ ที่ใช้ในระเบียบนี้ ซึ่งจะเป็นคำที่มีความหมายเฉพาะเจาะจง หรือบอกว่าครอบคลุมอะไรบ้าง เช่น คำว่าองค์กรวิทยุสมัครเล่น จะหมายถึงทั้งสมาคมและชมรม ในส่วนนี้ควรจะมีเรื่องที่ต้องมีการกำกับดูแลทั้งหมด
ต่อมาก็จะพูดถึงวัตถุประสงค์ คือ เมื่อมีการใช้ระเบียบนี้แล้ว กสทช. ต้องการให้เกิดอะไร
ส่วนที่สอง จะเป็นการระบุสิ่งที่ระเบียบนี้จะควบคุม ได้แก่ คน คลื่น และเครื่อง เช่นคนที่มีสิทธิ์ขออนุญาต มีกี่ประเภท แต่ละประเภทต้องมีคุณสมบัติยังไง อนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เท่าไหร่ มีหลักเกณฑ์อย่างไร เครื่องที่ใช้ต้องมีคุณสมบัติยังไง
ส่วนที่สาม จะบอกวิธีการปฏิบัติ สิ่งที่อนุญาตและไม่อนุญาต
ส่วนที่สี่ เป็นมาตรการกำกับดูแล คือ หลักการการบังคับใช้และการลงโทษ
ส่วนห้า คือการปฏิบัติในช่วงเปลี่ยนผ่าน ให้เวลาสำหรับเตรียมการเปลี่ยนแปลง
ระเบียบรวมถึงภาคผนวกแต่ละข้อ จะทำให้เกิดผลกระทบต่อกิจการวิทยุสมัครเล่นของเราทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น อย่ดูเดียงผิวเผิน จะต้องดูให้ลึก มองไปข้างหน้า ดูว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นตามมา ความถี่เป็นอย่างนี้ ส่วนที่เกี่ยวกับเครื่องจะเป็นอย่างไร คนจะเป็นอย่างไร การที่เป็นอย่างนั้นจะก่อให้เกิดการพัฒนาไปในทางไหน เป็นวิถีทางที่ควรจะเป็นหรือไม่

สำหรับระเบียบนี้ เมื่อออกมาแล้วควรจะเปิดโอกาสให้ “ทุกด้านของกิจการวิทยุสมัครเล่น” มีโอกาสได้พัฒนา สามารถหาความรู้เพิ่มเติมเป็นอาวุธให้กับตัวเอง ทำให้เกิด “ทรัพยากรมนุษย์ด้านโทรคมนาคม” ที่มีคุณค่าของประเทศชาติ และ “ลดปัญหาการบริหาร” รวมทั้ง “ปัญหาการกระทบกระทั่งระหว่างกัน”

ในความเห็นส่วนตัว คิดว่าระเบียบนี้ตอบโจทย์ได้ร้อยละแปดสิบแล้วล่ะ แต่ว่าอีกยี่สิบที่เหลือนั้นก็สำคัญมาก และอยู่ในวิสัยที่เราจะช่วยกันปรับปรุงเพิ่มเติมได้ แทนที่จะต้องรอไปอีกไม่รู้นานเท่าไหร่กว่าจะได้ปรับแก้กันอีกครั้ง

ขอให้ช่วยกันดูให้ดีๆ นะคะ

Comments

comments

Comments are closed.

Popups Powered By : XYZScripts.com