ผ่าร่างระเบียบวิทยุสมัครเล่นใหม่

head

หลังจากที่พูดคุยกันอยู่พักใหญ่ มีการถามกันมากมายว่าระเบียบว่าด้วยกิจการวิทยุสมัครเล่นฉบับใหม่นั้น หน้าตาเป็นอย่างไร หลายคนก็อยากรู้ว่าสิ่งที่ได้รับฟังความคิดเห็นมาหลายรอบ ใช้เวลาไปหลายปีนั้น จะมีอะไรปรับเปลี่ยนไปบ้าง วันนี้สามารถหาอ่านได้แล้ว ที่เว็บไซต์ของนิตยสาร 100 วัตต์ กับร่างระเบียบวิทยุสมัครเล่นฉบับใหม่

ข้อมูลจากนี้ไปเป็นสรุปการวิเคราะห์ร่างฯ ระเบียบฯ ให้ทุกท่านได้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงจากของเดิม เพื่อเป็นข้อมูลการแสดงความคิดเห็นต่อร่างระเบียบฯ ฉบับนี้

อันดับแรกเลยที่พบได้ชัดเจนก็คือ ชื่อของประกาศเปลี่ยนไปจากเดิม ฉบับใหม่จะใช้ชื่อว่า ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์การอนุญาตและกำกับดูแลกิจการวิทยุสมัครเล่น

ต่อไปนี้ก็จะว่ากันไปเป็นหมวดๆ ไปเลยตั้งแต่ต้นจนจบ

 

 

หมวด 1 บททั่วไป

หมวดนี้หลักๆ ก็ว่าด้วยเรื่องของคำจำกัดความต่างๆ เพื่อให้เข้าใจตรงกันถึงความหมายของคำต่างๆ โดยรวมแล้วคำจำกัดความส่วนมากจะคล้ายหรือเหมือนของเดิม ที่ได้มีเพิ่มเข้ามาได้แก่

กิจการวิทยุสมัครเล่นผ่านดาวเทียมหมายความว่า กิจการวิทยุสมัครเล่น ซึ่งเป็นการใช้งานคลื่นความถี่และใช้สถานีภาคอวกาศหรือดาวเทียม

ที่เพิ่มมาก็ช่วยให้มีความชัดเจนเรื่องการกำหนดช่วงความถี่สำหรับการติดต่อสื่อสารผ่านดาวเทียมวิทยุสมัครเล่น ที่ปัจจุบันนี้มีปัญหาอยู่อย่างต่อเนื่องคือ มีนักวิทยุสมัครเล่นจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่ทราบ คิดว่าไปใช้งานได้เหมือนความถี่ปกติทั่วไป ซึ่งทำให้เกิดการรบกวนกันได้

 

สถานีวิทยุขององค์กรวิทยุสมัครเล่น (Club Station)” หมายความว่า สถานีวิทยุคมนาคม ขององค์กรวิทยุสมัครเล่นที่ตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนาตนเอง การศึกษา วิจัย ทดลอง สาธิต การแข่งขัน กิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ หรือภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสถานีวิทยุสมัครเล่นควบคุมข่ายในพื้นที่นั้นๆ

หัวข้อนี้เป็นสถานีแบบใหม่ที่ประเทศเรายังไม่คุ้นเคยมากนัก แต่ความจริงเราก็มี Club Station ลักษณะแบบนี้มานานแล้ว รวมถึงในต่างประเทศก็ใช้สถานีแบบนี้เพื่อการฝึกฝนนักวิทยุสมัครเล่นให้มีความชำนาญ หรือแม้กระทั่งเป็นสถานที่ทำกิจกรรมได้หลายอย่างมากมาย นักวิทยุสมัครเล่นที่ไม่มีกำลังทรัพย์มากที่จะซื้ออุปกรณ์ดีๆ ไว้ใช้งานเองที่บ้าน ก็สมัครเข้าเป็นสมาชิกของคลับ แล้วก็ไปใช้งานสถานีคลับได้อีกด้วย

 

สถานีวิทยุสมัครเล่นประเภททวนสัญญาณ (Repeater)” หมายความว่า สถานีวิทยุสมัครเล่นที่ติดตั้งใช้งานเครื่องวิทยุคมนาคมชนิดทวนสัญญาณ ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลในการใช้งานโดยสถานีวิทยุสมัครเล่นควบคุมข่าย

อ่านดูแล้วมันไม่ชัดเจน อ่านแล้วไม่ได้อะไรใหม่ ควรจะเปลี่ยนเป็นว่า “สถานีวิทยุสมัครเล่นประเภททวนสัญญาณ (Repeater)” หมายความว่า สถานีวิทยุสมัครเล่นที่รับสัญญาณวิทยุจากสถานีวิทยุสมัครเล่น ซึ่งในขณะเดียวกันนำสัญญาณที่รับได้มาส่งออกยังอีกความถี่หนึ่งที่ต่างกัน”

คำที่สำคัญไม่มีไม่ได้คือ ส่งออกยังอีกความถี่ที่ต่างกัน เพราะถ้าส่งออกความถี่เดียวกันจะกลายเป็นสถานีอีกแบบ และไม่จำเป็นต้องระบุในที่นี้ก็ได้ว่า ให้อยู่ภายในการดูแลของสถานีวิทยุสมัครเล่นควบคุมข่าย เพราะไม่น่าจะใช่คำจำกัดความของสถานีทวนสัญญาณ ควรนำไปกำหนดอยู่ในข้อกำหนดเรื่องการขออนุญาตตั้งสถานีทวนสัญญาณ

 

สถานีวิทยุสมัครเล่นที่เชื่อมโยงผ่านเครือข่ายสาธารณะ”  หมายความว่า สถานีวิทยุสมัครเล่นที่ติดตั้งเครื่องวิทยุคมนาคมในกิจการวิทยุสมัครเล่นเชื่อมต่อเข้ากับโครงข่ายสื่อสารสาธารณะ อาทิ อินเตอร์เน็ท วงจรเช่าใช้ เป็นต้น  

หัวข้อนี้ยังไม่พูดถึงตอนนี้ก็แล้วกัน ไว้ค่อยแยกเป็นอีกหนึ่งเรื่องใหญ่ๆ ที่ต้องทำ

 

ภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉินหมายความว่า เหตุใดๆ อันอาจเกิดขึ้นหรือเกิดขึ้น และคาดหมายได้ว่าเหตุดังกล่าวอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายในชีวิต ทรัพย์สิน สิทธิ หรือเสรีภาพของประชาชนในวงกว้าง และให้หมายถึงสาธารณภัยต่างๆ ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยด้วย

 

ส่วนคำจำกัดความที่ถูกตัดออกไปก็มีนะ ได้แก่

ข่ายวิทยุสมัครเล่นทั่วประเทศหมายความว่า ข่ายวิทยุสมัครเล่นที่ขยายออกไปทั่วราชอาณาจักร

 

และก็มีบางคำจำกัดความที่เปลี่ยนความหมายใหม่ เพื่อให้กระชับและได้ใจความมากขึ้นได้ เช่น

สถานีวิทยุสมัครเล่นควบคุมข่ายหมายความว่า สถานีวิทยุสมัครเล่นขององค์กรวิทยุสมัครเล่นที่จดทะเบียนนิติบุคคลเป็นสมาคม ซึ่งคณะกรรมการรับรองให้ทำหน้าที่กำกับและส่งเสริมกิจการ วิทยุสมัครเล่นในพื้นที่รับผิดชอบ โดยตั้งขึ้นในพื้นที่ทั่วประเทศ

องค์กรวิทยุสมัครเล่น หมายความว่า องค์กรของพนักงานวิทยุสมัครเล่นที่จัดตั้งขึ้นในรูปแบบของชมรม หรือจดทะเบียนนิติบุคคลเป็นสมาคม ซึ่งมีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับกิจการวิทยุสมัครเล่น

สถานีวิทยุสมัครเล่นสำหรับกิจกรรมพิเศษ (Special event station)” หมายความว่า สถานีวิทยุคมนาคมของพนักงานวิทยุสมัครเล่นหรือองค์กรวิทยุสมัครเล่นที่ตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวเพื่อการพัฒนาตนเอง การศึกษา วิจัย ทดลอง สาธิต การแข่งขัน กิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชนหรือภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน

 

นอกจากนี้แล้วยังเห็นว่าควรจะต้องมีคำจำกัดความเพิ่มเติมเข้ามาอีก เพื่อทำความเข้าใจที่ตรงกันของทุกฝ่าย ได้แก่

สถานีให้สัญญาณ (Beacon)” หมายถึง สถานีวิทยุสมัครเล่นที่ทำการส่งสัญญาณเพื่อวัตถุประสงค์ของการทดสอบสภาพภูมิอากาศและประสิทธิภาพการรับสัญญาณ หรือวัตถุประสงค์อื่นที่เกี่ยวข้องกับการทดลอง

การรบกวนอย่างรุนแรง หมายถึง การรบกวนที่เป็นอันตรายต่อการทำงานของกิจการวิทยุนำทาง หรือกิจการเพื่อความปลอดภัย หรือการรบกวนที่ทำให้เกิดผลเสียอย่างร้ายแรงหรือขัดขวาง หรือขัดจังหวะเป็นช่วงๆ ต่อการดำเนินกิจการต่างๆ ตามข้อบังคับวิทยุ

คำจำกัดความเรื่องการรบกวนอย่างรุนแรง เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องกำหนด และทำความเข้าใจให้ตรงกันถึงขนาดว่ามีระบุไว้ในตารางกำหนดคลื่นความถี่แห่งชาติ พ.ศ. 2554 เลยทีเดียว แต่น่าแปลกว่าเรื่องสำคัญขนาดนี้กลับไม่นำมาระบุในข้อกำหนดฉบับนี้ ซึ่งอาจทำให้นักวิทยุสมัครเล่นไม่ตระหนักถึงการรบกวนที่อาจเกิดขึ้นได้

 

 

หมวด 2 วัตถุประสงค์

สังเกตุเห็นว่าได้มีการรวมยุบวัตถุประสงค์จากของเดิม 2 ข้อเป็นข้อเดียวกันคือข้อที่ 6

เพิ่มพูนจำนวนพนักงานวิทยุสมัครเล่นสำรองไว้ใช้ประโยชน์และใช้เป็นข่ายสื่อสารสาธารณะสำรองในกรณีเกิดภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน

ดังนั้นก็สรุปได้ว่า ใจความวัตถุประสงค์ของกิจการวิทยุสมัครเล่นยังคงเดิมทั้งหมดไม่เปลี่ยนไปจากเดิม

 

หมวด 3 พนักงานวิทยุสมัครเล่น

หมวดนี้ว่ากันด้วยเรื่องพนักงานวิทยุสมัครเล่น หลักๆ แล้วเป็นการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาเป็นพนักงานวิทยุสมัครเล่นและระดับขั้นของพนักงานวิทยุสมัครเล่น ซึ่งเป็นการรวมหมวดจากเดิมที่กำหนดแยกเป็น 2 หมวด มาเป็นหมวดเดียวกัน

ว่ากันเรื่องแรกก่อน เรื่องของคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาเป็นพนักงานวิทยุสมัครเล่นมีการเพิ่มคำว่า หรือเชื้อชาติไทย เข้ามาก็คงเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่เป็นคนไทย แต่ได้โอนสัญชาติเป็นชาติอื่นแล้วมีโอกาสได้เป็นพนักงานวิทยุสมัครเล่นไทยได้

 

นอกเหนือจากการเพิ่มเชื้อชาติแล้ว ยังเพิ่มคุณสมบัติพิเศษอีก 1 ข้อ คือ

คุณสมบัติอื่นใดที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

เป็นการเปิดช่องให้ กสทช ได้มีโอกาสพิจารณากรณีอื่นๆ หากจำเป็นให้มีอำนาจในการพิจารณาเป็นกรณีพิเศษได้อีกด้วย

 

เรื่องถัดมาที่อยู่ในหมวดเดียวกันนี้คือเรื่องระดับขั้นของพนักงานวิทยุสมัครเล่น ยังคงไว้ 3 ระดับเหมือนเดิม แต่จุดสังเกตที่เห็นได้คือ ใช้คำเรียกไม่เหมือนเดิม มาดูกันว่าเรียกต่างกันอย่างไร

พนักงานวิทยุสมัครเล่นแบ่งออกเป็นสามระดับ

ซึ่งจากเดิมจะเขียนว่า “3 ประเภท” เห็นมั้ยครับว่าใช้คำเรียกไม่เหมือนเดิม แต่ใจความก็ไม่ได้เปลี่ยนไป

 

ประเด็นถัดมาที่พบก็คือเรื่องของการได้มาซึ่งประกาศนียบัตร ระบุไว้ดังนี้

ผู้ที่ประสงค์จะเป็นพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นต่างๆ จะต้องได้รับประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นนั้นๆ หรือได้รับประกาศนียบัตรที่คณะกรรมการเทียบเท่า โดยมีรูปแบบของประกาศนียบัตรเป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนดไว้ในภาคผนวก 1

เมื่อเทียบประกาศฉบับเก่าแล้ว เหมือนมีการปลดล๊อคเรื่องของลำดับของประกาศนียบัตร ซึ่งเดิมผู้ที่จะได้รับประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่นที่สูงขึ้นไป จะต้องได้รับประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นก่อนหน้าเสียก่อน ซึ่งถ้าการดำเนินการตามที่เขียนไว้เดิมจะต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร เพราะกว่าจะสอบ กว่าจะประกาศผล กว่าจะได้รับประกาศนียบัตร ก็อาจใช้ระยะเวลาราว 1-2 เดือน ถึงจะไปสอบเลื่อนขั้นในระดับต่อไปได้ แต่สำหรับของใหม่ไม่มีข้อกำหนด ก็หมายความว่ามีโอกาสเป็นไปได้ว่าจะจัดให้มีการสอบแบบรวดเดียว 3 ระดับในครั้งเดียว ไม่ต้องรอรับประกาศนียบัตรอีกต่อไปแล้ว แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าในการปฏิบัติจริงนั้นจะสามารถทำได้หรือไม่ คงต้องไปดูเรื่องของหลักเกณฑ์และวิธีการจัดสอบว่ามีช่องทางใดทำได้บ้าง

แบบนี้ก็จะเป็นผลดีกับผู้ที่เตรียมตัวมาอย่างดี มีความรู้ มีความสามารถ ที่จะสอบผ่านหลายระดับในคราวเดียว หรืออาจรวดเดียว 3 ระดับในวันเดียวก็เป็นได้ ภาษาฝรั่งก็เรียกว่า “Three in a Row” ถ้าเป็นการสอบของสหรัฐอเมริกา เราก็อาจเรียกได้ว่า “One Day Extra” หรือเป็นนักวิทยุสมัครเล่นขั้นสูงสุด “Amateur Extra” ภายในวันเดียว

 

และที่ขาดเสียมิได้เลยคือ กสทช ขอสงวนสิทธิในการมอบประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่นให้กับใครก็ได้ที่เห็นว่าเหมาะสม แต่ก็มีจุดสังเกตอีกเช่นกันในข้อนี้ เดิมเขียนไว้แต่เพียงว่าจะให้เฉพาะประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นต้นเท่านั้น แต่ของใหม่ไม่ได้กำหนดอีกต่อไป นั่นก็หมายความว่าจะออกระดับไหนก็ได้หมดทุกระดับ ขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นสูง แจกได้หมด

 

สุดท้าย แต่ไม่ท้ายสุด เรื่องของการเทียบประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่น อันนี้ก็นับว่าเป็นข่าวที่น่ายินดี และชื่นใจ ของผู้ที่มีใบอนุญาตพนักงานวิทยุสมัครเล่นของต่างประเทศ ได้มีข้อกำหนดที่ชัดเจนออกมาแล้วว่าต้องทำอย่างไร แล้วใครบ้างที่จะมีสิทธิมาเทียบ และที่ว่าเป็นข่าวดีก็คือ ผู้มีสัญชาติไทย หรือเชื้อชาติไทย ก็สามารถเทียบได้ สำหรับรายละเอียดเรื่องนี้ไว้ถึงภาคผนวก 4 แล้วค่อยว่ากันอีกรอบ

 

 

หมวด 4 สถานีวิทยุสมัครเล่น

มาต่อกันที่หมวดต่อไปที่ว่ากันด้วยเรื่องสถานีวิทยุสมัครเล่น ประเด็นแรกที่พบการเปลี่ยนแปลงไปก็คือ มีการเพิ่มข้อความตามที่ขีดเส้นใต้ไว้ดังนี้

คณะกรรมการจะพิจารณาอนุญาตให้ตั้งสถานีวิทยุสมัครเล่น เฉพาะผู้ที่ได้รับใบอนุญาตพนักงานวิทยุสมัครเล่นแล้วเท่านั้น โดยผู้ที่มีความประสงค์จะตั้งสถานีวิทยุสมัครเล่นนั้นต้องแสดงรายละเอียดให้สำนักงานทราบว่าเครื่องวิทยุคมนาคมที่นำมาใช้งานในสถานีวิทยุสมัครเล่นดังกล่าวเป็นเครื่องวิทยุคมนาคมที่ชอบด้วยกฎหมาย

มีการเพิ่มเงื่อนไขเข้ามาว่าต้องแสดงรายละเอียดของเครื่องวิทยุที่นำมาใช้ในการขออนุญาตตั้งสถานีด้วย เหมือนว่าข้อนี้จะย้อนยุคกลับไปสู่ยุคก่อนที่ต้องมีเครื่องวิทยุก่อนถึงจะตั้งสถานีได้ ประเด็นนี้ยังไม่ชัดเจนในความต้องการ ซึ่งต้องมีการซักถามเพิ่มเติมกันต่อไป

 

ข้อ 15 การตั้งสถานีวิทยุสมัครเล่นควบคุมข่าย สถานีวิทยุขององค์กรวิทยุสมัครเล่น (Club Station) สถานีวิทยุสมัครเล่นสำหรับกิจกรรมพิเศษ (Special Event Station) สถานีวิทยุสมัครเล่นประเภททวนสัญญาณ (Repeater) หรือสถานีวิทยุสมัครเล่นที่เชื่อมโยงผ่านเครือข่ายสาธารณะ จะได้รับอนุญาตให้ตั้งสถานีตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนดไว้ในภาคผนวก 5 แนบท้ายประกาศนี้

 สถานีวิทยุสมัครเล่นดังกล่าวให้ดำเนินการเฉพาะภายใต้การกำกับดูแลจากผู้ได้รับใบอนุญาตพนักงานวิทยุสมัครเล่นแล้วเท่านั้น

ในข้อ 15 ของหมวดนี้กำหนดว่าสถานีวิทยุสมัครเล่นแบบใดบ้างที่ต้องได้รับอนุญาตให้ตั้งสถานีตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในภาคผนวก 5 จะเห็นได้ว่าสถานีวิทยุสมัครเล่นแบบพิเศษทั้งหมดถูกกำหนดให้ต้องขออนุญาตทั้งหมด รวมไปถึงสถานีวิทยุสมัครเล่นที่เชื่อมโยงผ่านเครือข่ายสาธารณะด้วย อันได้แก่ IRLP EchoLink eQSO APRS-IGate D-STAR หรือสถานีอื่นใดที่เชื่อมโยงผ่านเครือข่ายสาธารณะ

 

ข้อ 16 คณะกรรมการจะอนุญาตให้ตั้งสถานีวิทยุสมัครเล่นควบคุมข่ายได้จังหวัดละหนึ่งแห่ง และรับรองให้เป็นสถานีแม่ข่ายหลักประจำจังหวัด และหากมีการขออนุญาตตั้งสถานีวิทยุสมัครเล่นควบคุมข่ายมากกว่าจังหวัดละหนึ่งแห่ง ให้คณะกรรมการพิจารณาอนุญาตตามความเหมาะสมเป็นกรณีไป

อ่านข้อนี้แล้วก็ยังงงอยู่เพราะบอกว่าให้ตั้งได้จังหวัดละหนึ่งแห่ง และจะรับรองเป็นแม่ข่ายหลัก พอตอนท้ายบอกว่าถ้ามีการขออนุญาตมากกว่าจังหวัดละหนึ่งแห่งก็จะพิจารณา เลยสับสนว่าแล้วจะเขียนไว้ทำไมว่าจังหวัดละหนึ่งแห่ง ถ้าวัตถุประสงค์ต้องการให้มีเพียงสถานีแม่ข่ายเดียวที่ได้รับการรับรอง ก็เขียนใหม่แบบนี้จะดีกว่ามั้ย

“คณะกรรมการจะอนุญาตให้ตั้งสถานีวิทยุสมัครเล่นควบคุมข่ายในแต่ละจังหวัดได้มากกว่าหนึ่งแห่ง และรับรองให้เป็นสถานีแม่ข่ายหลักประจำจังหวัดได้จังหวัดละหนึ่งแห่ง โดยพิจารณาจากหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนดไว้ในภาคผนวก 5 แนบท้ายประกาศนี้”

 

ข้อถัดมาเป็นข้อกำหนดใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในข้อ 19

ข้อ 19 ผู้ที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตพนักงานวิทยุสมัครเล่น สามารถทดลองออกอากาศโดยใช้สถานีวิทยุสมัครเล่นควบคุมข่าย สถานีวิทยุขององค์กรวิทยุสมัครเล่น (Club station) และสถานีวิทยุสมัครเล่นสำหรับกิจกรรมพิเศษ (Special event station) โดยใช้สัญญาณเรียกขานของสถานีวิทยุสมัครเล่นนั้น เพื่อวัตถุประสงค์ในการฝึกฝนตนเอง และต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลจากผู้ได้รับใบอนุญาตพนักงานวิทยุสมัครเล่นเท่านั้น

ข้อนี้จะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่กำลังสนใจเข้ามาเป็นพนักงานวิทยุสมัครเล่น มีโอกาสได้เรียนรู้ เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการเรียนรู้ มีประโยชน์มากสำหรับเยาวชน ได้ทดลองออกอากาศจากสถานีีใกล้บ้าน รวมถึงร่วมการแข่งขันรายการต่างๆ ได้อีกด้วย แต่ที่สำคัญต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลจากผู้ที่เป็นพนักงานวิทยุสมัครเล่นเท่านั้น

 

 

หมวด 5 คลื่นความถี่ เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์

หมวดนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นหมวดร้อนเลยก็ว่าได้ เพราะหลายคนก็อยากจะรู้ว่าสิ่งที่ได้เขียนไว้ในร่างใหม่นั้น จะสามารถถูกแปลงนำมาให้เป็นจริง ด้วยเครื่องไม้เครื่องมือของนักวิทยุสมัครเล่นที่มีจำหน่ายจ่ายแจกอยู่ในปัจจุบันได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งความถี่ใหม่ที่ได้ระบุเพิ่มเข้ามาในร่างนี้ได้แก่ความถี่ 146.000-146.500 MHz และอีกความถี่คือ 28.000-29.700 MHz นั่นเอง

เริ่มกันเลยแล้วกัน ของเดิมนั้นไม่ได้ใส่อะไรไว้มากในหมวดนี้ บอกแต่เพียงว่าให้เป็นไปตามภาคผนวก ที่กำหนดรายละเอียดทั้งหมดไว้ ของใหม่ก็เช่นกันให้ไปดูรายละเอียดข้อกำหนดการใช้งานต่างๆ ในภาคผนวก 6 ตามที่แนบท้ายไว้

การทำเช่นนี้ก็เป็นการดี และสะดวกต่อการปรับแก้ไข เพิ่มเติม ตัดออก ในอนาคต เพราะไม่ต้องแก้ไขหลักเกณฑ์ใหม่ทั้งฉบับซึ่งมีกระบวนการและขั้นตอนที่มากกว่า รวมถึงใช้เวลามากอีกด้วย (ดูเอาแล้วกันว่ากว่าที่ร่างฉบับนี้จะออกมาให้ชมกันได้ใช้เวลากี่ปี) แต่ถ้าใส่ไว้ในภาคผนวก ก็จะสามารถแก้ไขได้โดยใช้เวลาและขั้นตอนอันสั้น ก็เรียกได้ว่าเป็นเทคนิคและวิธีการที่นิยมใช้กันอยู่บ่อยๆ

สรุปว่าอย่างไร เดี๋ยวค่อยตามไปดูรายละเอียดในภาคผนวก 6 ก็แล้วกัน

 

ข้อ 21 เครื่องวิทยุคมนาคมในกิจการวิทยุสมัครเล่น ต้องมีมาตรฐานทางเทคนิคตามข้อบังคับของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) และต้องผ่านการตรวจสอบรับรองมาตรฐานตามที่คณะกรรมการกำหนด ทั้งนี้ เครื่องวิทยุคมนาคมดังกล่าวต้องมีเลขทะเบียนวิทยุคมนาคมและสัญลักษณ์ตามที่คณะกรรมการกำหนดไว้ให้เห็นเด่นชัดทุกเครื่อง

ก็สรุปได้ว่าเครื่องวิทยุที่จะนำมาใช้งานต้องผ่านการรับรองมาตรฐาน และมีเลขทะเบียน ตามระเบียบ ซึ่งก็ต้องเป็นแบบนี้อยู่แล้ว แต่ติดตรงที่คำว่า “มาตรฐานทางเทคนิคตามข้อบังคับของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU)” อันนี้ยอมรับตรงๆ เลยว่าไม่มีความรู้เรื่องมาตรฐานทางเทคนิคเลย และก็พยายามหาข้อมูลแล้วว่าข้อกำหนดหรือมาตรฐานทางเทคนิคของ ITU ที่ว่าด้วยเรื่องนี้หน้าตาเป็นอย่างไร คงต้องสอบถามเพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจว่ามีแนวคิดจะทำอย่างไร

 

ในหมวดนี้มีของใหม่เพิ่มเข้ามาเรื่องอุปกรณ์ขยายกำลังส่งภายนอก (External RF Power Amplifier) ว่าไว้ดังนี้

ข้อ 22 อุปกรณ์ขยายกำลังส่งภายนอก (External RF power amplifier) หรือชุดประกอบอุปกรณ์ขยายกำลังส่ง (RF Power amplifier kit) ที่พนักงานวิทยุสมัครเล่นทำขึ้นเพื่อใช้งานเอง หรือที่ผลิต นำเข้า หรือดัดแปลงเพื่อจำหน่ายให้พนักงานวิทยุสมัครเล่น ต้องผ่านการตรวจสอบรับรองมาตรฐานตามที่คณะกรรมการกำหนด ทั้งนี้ คณะกรรมการจะไม่อนุญาตให้พนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นต้นใช้งานอุปกรณ์ขยายกำลังส่งภายนอก (External RF power amplifier)”

ก็นับได้ว่าเป็นเรื่องดีที่จะมีโอกาสใช้กำลังส่งที่สูงขึ้น มากกว่าที่ตัวเครื่องวิทยุสามารถทำได้ แต่อุปกรณ์ที่นำมาใช้ก็ต้องผ่านการตรวจสอบรับรองมาตรฐานเสียก่อน

ข้อนี้ถูกเสนอไปเพราะต้องการให้พนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นกลางและขั้นสูง ได้ใช้กำลังส่งที่สูงเกินกว่าที่กำหนดไว้ในของเดิมคือ 200 วัตต์ ซึ่งร่างใหม่ก็ได้กำหนดให้ใช้ได้ไม่เกิน 1000 วัตต์ สำหรับเฉพาะขั้นสูงเท่านั้น ซึ่งการใช้กำลังส่งที่สูงนั้นแน่นอนว่าต้องใช้อุปกรณ์ดังกล่าวด้วย เพราะปัจจุบันเครื่องที่ผลิตส่วนมากก็จะมีกำลังส่ง 100-200 วัตต์ มีบางรุ่นที่ได้ถึง 400 วัตต์

อีกประการคือต้องการให้เพิ่มกำลังส่งสูงสุดที่ใช้ได้ในความถี่ 144 MHz เพื่อให้ใช้งานได้ในบางประเภทของการติดต่อสื่อสาร เช่น การติดต่อสื่อสารสะท้อนพื้นผิวดวงจันทร์ และการติดต่อสื่อสารสะท้อนหางดาวตก เป็นต้น

 

 

หมวด 6 สัญญาณเรียกขาน (Call sign)

หมวดนี้ก็สำคัญไม่แพ้หมวดอื่นๆ และก็มีประเด็นที่ฮือฮาสนั่นวงการอยู่ด้วย คือ การเพิกถอนสัญญาณเรียกขานของผู้ที่ไม่ต่อใบอนุญาต ลองมาดูกันว่ามีประเด็นอะไรอีกบ้าง

เดิมหมวดนี้ไม่มีอะไรโดดเด่น เป็นเพียงข้อกำหนดกว้างๆ ว่าผู้ที่เป็นพนักงานวิทยุสมัครเล่นจะได้รับการกำหนดสัญญาณเรียกขานตอนที่ไปขอใบอนุญาต และสัญญาณเรียกขานก็เป็นไปตามข้อบังคับวิทยุระหว่างประเทศ เท่านั้นจบ ซึ่งของใหม่ก็ระบุไว้ไม่ได้ต่างกัน เพียงแต่มีข้อที่เพิ่มเข้ามาอีก

เรื่องแรกเลยเป็นเรื่องของกรณีชาวต่างประเทศที่มาเทียบประกาศนียบัตรกับไทย แล้วจะได้รับสัญญาณเรียกขานในหมวด “HS0Zxx” ซึ่งของใหม่กำหนดให้ใช้ “HS0/” แทนของเดิม เช่น นักวิทยุสมัครเล่นชาวอเมริกัน มีสัญญาณเรียกขาน K2JFW เมื่อมาเทียบกับไทยแล้วจะได้รับสัญญาณเรียกขานไทย เป็น HS0/K2JFW เป็นต้น

 

เรื่องยังไม่จบแต่เพียงเท่านี้ มีการกำหนดว่า จะต้องแจ้งสัญญาณเรียกขานของตนเองอย่างน้อย 1 ครั้ง ทุกๆ 10 นาที ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานสถานีวิทยุสมัครเล่นชนิดใดก็ตาม (สถานีวิทยุสมัครเล่นทั่วไป สถานีทวนสัญญาณ สถานีเชื่อมต่อโครงข่ายสาธารณะ และอื่นๆ) เพื่อการแสดงตัวตนที่ชัดเจน

และยังกำหนดอีกด้วยว่า การส่งสัญญาณเรียกขานนั้นต้องกระทำด้วยประเภทของการส่งสัญญาณที่อนุญาตในช่วงความถี่นั้นๆ เช่น ถ้าอยู่ในแถบความถี่ที่อนุญาตให้ใช้งานรหัสมอร์ส (CW) ก็ต้องส่งสัญญาณเรียกขานด้วยรหัสมอร์ส ตรงไหนใช้เสียงพูดแบบ SSB  ต้องส่งด้วย SSB ตรงไหนใช้ FM ก็ต้องส่งเสียงพูดด้วย FM และถ้าเป็น Mode อื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน

 

มาถึงประเด็นร้อนแรงที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือเรื่องของการเพิกถอนสัญญาณเรียกขาน หากไม่ต่อใบอนุญาต โดยกำหนดเงื่อนไขไว้ 3 ข้อดังนี้

1. กรณีที่ใบอนุญาตพนักงานวิทยุสมัครเล่นฉบับเดิมหมดอายุไปแล้ว เป็นระยะเวลาเกินกว่าสองปี นับตั้งแต่วันถัดจากวันที่ใบอนุญาตหมดอายุ ซึ่งพนักงานวิทยุสมัครเล่นนั้นยังไม่ได้ดำเนินการขอรับใบอนุญาตฉบับใหม่และชำระค่าปรับกรณีการยื่นคำขอใบอนุญาตภายหลังจากใบอนุญาตฉบับเดิมหมดอายุตามที่กำหนด

2. กรณีพนักงานวิทยุสมัครเล่นที่เสียชีวิตแล้ว

3. กรณีพนักงานวิทยุสมัครเล่นถูกเพิกถอนใบอนุญาตพนักงานวิทยุสมัครเล่นตามหลักเกณฑ์การพิจารณาโทษในภาคผนวก 7

สำหรับข้อ 2 และ 3 นั้นไม่ต้องอธิบายกันมากก็เข้าใจได้ สำหรับข้อ 1 คือ ถ้าใบอนุญาตเดิมหมดอายุไปแล้วเกินกว่า 2 ปี แล้วยังไม่ได้ขอใบอนุญาตใหม่ ก็จะเพิกถอนสัญญาณเรียกขานนั้นคืน ซึ่งก็จะมีประเด็นที่ต้องคิดตามมาว่าแล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เช่น

1.  สัญญาณเรียกขานเดิมที่ถูกเพิกถอนไปนั้น จะทำอย่างไร จะไปกำหนดให้กับพนักงานวิทยุสมัครเล่นคนใหม่ได้เลยหรือไม่

2.  กสทช มีระบบในการบันทึกอย่างไรเรื่องการกำหนดสัญญาณเรียกขานของบุคคล

3.  ถ้ากรณีที่ได้ถูกเพิกถอนสัญญาณเรียกขานไปแล้ว แล้วมีความประสงค์จะกลับมาเป็นพนักงานวิทยุสมัครเล่นใหม่ สามารถทำได้หรือไม่

4.  หากสามารถทำได้ จะต้องผ่านการสอบเพื่อรับใบประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่นใหม่หรือไม่ หรือว่าไปขอใบอนุญาตพนักงานวิทยุสมัครเล่นฉบับใหม่ได้เลย

5.  หากไปขอใบอนุญาตฉบับใหม่จะต้องเสียเงินค่าปรับย้อนหลังหรือเปล่า ถ้ากรณีเสียเงินค่าปรับจะเริ่มนับเวลาตั้งแต่เมื่อใด เริ่มนับจากวันที่ใบอนุญาตฉบับเดิมหมดอายุเลยหรือเปล่า

6.  ถ้ากรณีที่สัญญาณเรียกขานเดิมของผู้ที่ไปขอใบอนุญาตใหม่ หลังจากที่ถูกเพิกถอนไป ยังไม่ได้ถูกกำหนดให้กับผู้อื่น จะมีสิทธิขอใช้สัญญาณเรียกขานเดิมได้หรือไม่

7.  กสทช จะมีระบบที่ให้นักวิทยุสมัครเล่นได้สามารถสืบค้น และตรวจสอบได้หรือไม่ว่าปัจจุบันสัญญาณเรียกขานนี้ได้ถูกกำหนดให้กับใคร

นี่เป็นตัวอย่างที่ต้องคิดกันต่อไปอีก อาจมีท่านอื่นสงสัยอีกหลายประเด็นก็เป็นไปได้

 

 

หมวด 7 การบันทึกข้อความการติดต่อสื่อสาร

หมวดนี้ดูไปก็ไม่น่าจะมีอะไรเป็นประเด็น เป็นเพียงการเขียนขึ้นไว้ตามหลักการของการกำกับดูแลของหน่วยงานกำกับดูแลเท่านั้น และเนื่องจากมีการเพิ่มประเภทของสถานีวิทยุสมัครเล่นพิเศษเข้ามา จึงได้กำหนดเพิ่มไว้ว่าสถานีวิทยุสมัครเล่นเหล่านี้จะต้องบันทึกข้อความการติดต่อสื่อสารเอาไว้ด้วย

1.  สถานีวิทยุขององค์กรวิทยุสมัครเล่น (Club Station)

2.  สถานีวิทยุสมัครเล่นสำหรับกิจกรรมพิเศษ (Special Event Station)

3.  สถานีวิทยุสมัครเล่นชนิดประจำที่

 

ซึ่งรายละเอียดที่ต้องทำการจดบันทึกนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก มีจุดสังเกตเพียง 2 จุดเท่านั้นคือ

ความถี่วิทยุ และกำลังส่งของเครื่องวิทยุคมนาคมที่ใช้งานของผู้รับและผู้ส่ง

จุดแรกเพิ่มว่าต้องจดบันทึกกำลังส่งของทั้งผู้รับและผู้ส่งด้วย นั่นหมายความว่าต้องถามกำลังส่งของคู่สนทนาทุกครั้ง คำถามคือมันจำเป็นหรือไม่

 

อีกจุดที่พบคือ เพิ่มว่า

ชื่อ-สกุลของพนักงานวิทยุสมัครเล่นที่ปฏิบัติหน้าที่ในขณะนั้น

ข้อนี้มีคำถามเกิดขึ้นว่าในกรณีของ Club Station หรือ Special Event Station ที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจที่ไม่เป็นพนักงานวิทยุสมัครเล่น มีโอกาสทดลองออกอากาสได้นั้น ในความหมายข้อนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจะได้ทราบว่าใครเป็นผู้ควบคุมการออกอากาสในครั้งนี้ หรือว่าต้องการทราบ ชื่อ-สกุล ของผู้ที่มาออกอากาศ ซึ่งอาจไม่ได้เป็นพนักงานวิทยุสมัครเล่นก็เป็นได้ โดยปกติทั่วไปจะเป็น ชื่อ-สกุล ของผู้ที่ทำหน้าที่ออกอากาศ ถ้าเป็นเช่นนั้นข้อนี้ก็ควรแก้ไขเป็น

ชื่อ-สกุลของผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในขณะนั้น

 

และได้เพิ่มระยะเวลาการจัดเก็บสมุดบันทึกจากเดิมไม่น้อยกว่า 1 ปี เพิ่มเป็นไม่น้อยกว่า 5 ปี

 

ท้ายสุดยังทิ้งท้ายไว้ประมาณว่า

หากไม่สามารถแสดงสมุดบันทึกให้เจ้าพนักงานดูได้ ให้ผู้ที่ได้รับอนุญาตตั้งสถานีเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว กรณีมีปัญหาและต้องการตรวจสอบ

 

 

หมวด 8 การปฏิบัติในกรณีเกิดภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน

ข้อนี้ก็เป็นข้อกำหนดที่จะบอกว่าพนักงานวิทยุสมัครเล่นต้องทำตัวอย่างไร กรณีเกิดเหตุจำเป็นขึ้นมา

 

ข้อ 30 ในกรณีเกิดภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน คณะกรรมการมอบหมายให้สำนักงานแจ้งระงับการใช้คลื่นความถี่ เพื่อให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องสามารถใช้คลื่นความถี่ในกิจการวิทยุสมัครเล่นทั้งหมดหรือบางส่วนเพื่อการประสานงานเกี่ยวกับการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และใช้เป็นข่ายสื่อสารสำรองในกรณีเกิดภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉินได้เท่าที่จำเป็น

ในกรณีตามข้อ 30 ให้พนักงานวิทยุสมัครเล่นหรือสถานีวิทยุสมัครเล่นที่ใช้คลื่นความถี่อยู่ในขณะนั้นระงับการใช้คลื่นความถี่นั้นโดยทันที เว้นแต่การใช้งานเพื่อขอหรือให้ความช่วยเหลือหรือการประสานงานร่วมกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในการบรรเทาสาธารณภัย

จะเห็นว่าข้อความที่ขีดเส้นใต้มีการเพิ่มขั้นตอนจากเดิม เพื่อมอบอำนาจให้กับสำนักงานฯ ในการแจ้งระงับการใช้ความถี่ให้กับพนักงานวิทยุสมัครเล่นได้ทราบ และบอกให้พนักงานวิทยุสมัครเล่นที่ใช้งานความถี่อยู่ในขณะนั้นหยุดการใช้งานไปเสีย ยกเว้นกรณีจำเป็นที่ต้องขอความช่วยเหลือ หรือประสานงานที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ฉุกเฉินนั้นๆ

ซึ่งในเหตุการณ์จริงๆ นั้นก็เชื่อว่า สำนักงานฯ คงไม่ประกาศให้นักวิทยุสมัครเล่นเราระงับการใช้งานทุกความถี่ หรือทั้งหมด คงเป็นเพียงบางความถี่ที่จำเป็นต่อการประสานงานเท่านั้น สำหรับความถี่อื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง นักวิทยุสมัครเล่นก็สามารถใช้งานไปได้ตามปกติ

 

 

หมวด 9 ข้อห้ามสำหรับกิจการวิทยุสมัครเล่น

หมวดนี้ว่ากันด้วยเรื่องข้อห้ามต่างๆ ซึ่งจะเห็นพัฒนาการอะไรบางอย่าง

 

ใช้ถ้อยคำก้าวร้าว หยาบคาย หรือเป็นการดูหมิ่นในการติดต่อสื่อสาร

ส่งเสียงดนตรี รายการบันเทิง หรือรายการโฆษณาเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจทุกประเภท

กรณีคำหยาบ ได้เพิ่มคำก้าวร้าว และดูหมิ่น เข้าไปด้วย การส่งเสียงดนตรี รายการบันเทิง แต่เดิมทำไม่ได้เลย พอเป็นของใหม่มีระบุเข้าไปว่า เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจทุกประเภท หมายความว่าส่งเสียงดนตรี รายการบันเทิงได้ใช่หรือไม่ ถ้าไม่ได้ทำเพื่อธุรกิจ เช่น วันนี้สบายใจ มาเปิดเพลงให้เพื่อนๆ ฟังในความถี่วิทยุ ดูๆ ไปแล้วก็ไม่เข้าข่ายข้อห้าม และก็ไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจแต่อย่างใด

 

ส่วนข้อหนึ่งที่มีประเด็นอยู่ ซึ่งมีอยู่ในทั้งของใหม่และของเก่าก็คือ

ใช้ช่องสัญญาณในลักษณะยึดถือครอบครองเฉพาะกลุ่มบุคคล

ประเด็นนี้ก็ต้องพึงระลึกไว้เสมอว่าความถี่ไม่ได้เป็นของใครผู้ใดผู้หนึ่ง หรือกลุ่มใด ชมรมใด สมาคมใด เท่านั้น แต่เป็นของทุกคน ส่วนใครที่ครอบครองไว้เฉพาะชมรมของตนเองก็คงต้องระวังข้อนี้ไว้ จะได้ไม่ผิดข้อห้ามของนักวิทยุสมัครเล่น

 

 

หมวด 10 คุณธรรม จริยธรรม และข้อพึงปฏิบัติของพนักงานวิทยุสมัครเล่น

ยุคนี้ สมัยนี้ เป็นนักวิทยุสมัครเล่นจะต้องมีคุณธรรม จริยธรรมด้วยนะ และก็ไม่ใช่ “คุณ-น่ะ-ทำ ฉันไม่ต้องทำ” ของเดิมเรามีคุณธรรม 9 ประการ แต่ของใหม่มีถึง 11 ประการด้วยกัน มาดูกันสิว่าเพิ่มอะไรเข้ามาใหม่บ้าง

 

ตระหนักถึงหลักปฏิบัติของการติดต่อสื่อสารในกรณีเกิดภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน

คงจะพบกับอะไรบางอย่างในช่วงที่ผ่านมาเลยเอามาใส่ไว้ให้นักวิทยุสมัครเล่นได้ตระหนักกันมากขึ้น

 

คำนึงว่ากิจการวิทยุสมัครเล่นเป็นงานอดิเรกจะไม่พยายามให้การดำเนินกิจกรรมต่างๆ มารบกวนต่อครอบครัว อาชีพการงาน และชุมชนแวดล้อม

ข้อนี้ก็เป็นความหวังดีว่า ครอบครัว หน้าที่การงานจะมีปัญหาถ้าหมกมุ่นมากเกิน วิทยุสมัครเล่นเป็นแค่เพียงงานอดิเรก แต่หลายคนก็ได้ครอบครัว ได้อาชีพการงานที่ดีขึ้นเพราะว่าวิทยุสมัครเล่นก็มีให้เห็นอยู่ไม่น้อย

 

แบ่งปันการใช้คลื่นความถี่อย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน

ข้อนี้ก็สำคัญ ของมีน้อย มีจำกัดก็แบ่งๆ กันใช้ อย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกันไป ไม่ใช่ว่ายึดเป็นช่องของกลุ่มใคร ชมรมใด ใครจะมาใช้ก็ต้องมีสิทธิพอๆ กัน และที่สำคัญจะผิดข้อห้ามเอาเสียด้วย

 

ให้ความสำคัญกับสถานีวิทยุสมัครเล่นควบคุมข่าย และสมาคมวิทยุสมัครเล่นที่ทำหน้าที่บริหารสถานีวิทยุสมัครเล่นควบคุมข่าย

อย่าลืมนะสถานีวิทยุสมัครเล่นควบคุมข่ายมีความสำคัญ จงจำเอาไว้ เอะ..ว่าแต่สถานีวิทยุสมัครเล่นควบคุมข่าย และสมาคมฯ เขาจะเห็นนักวิทยุสมัครเล่นในพื้นที่มีความสำคัญกับเขาบ้างมั้ยนะ

 

 

หมวด 11 มาตรการกำกับดูแล

หมวดนี้ว่ากันด้วยมาตรการกำกับดูแล และแนวทางการลงโทษ จากเบาไปหาหนัก ตั้งแต่ตักเตือนด้วยวาจา ไปจนถึงดำเนินการตามกฏหมาย เนื้อหาใจความก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจากของเดิม ทุกอย่างเหมือนเดิม เพียงแต่เพิ่มอำนาจให้เจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตมีอำนาจเข้าตรวจในทุกสถานที่ได้ตามสะดวกไว้ในหมวดนี้

 

 

บทเฉพาะกาล

บทนี้จะกำหนดหน้าที่และวิธีปฏิบัติที่ต้องทำเฉพาะช่วงเวลาที่กำหนด ถ้าเกินจากที่กำหนดไว้ก็จะไม่มีผลบังคับใช้ หรือไม่สามารถปฏิบัติตามได้อีก มีระบุไว้หลายประเด็น

ที่สำคัญและเคยเป็นประเด็นร้อนกันมาแล้วคือ จากเดิมชมรมที่ได้รับการรับรองให้ทำหน้าที่บริหารสถานีวิทยุสมัครเล่นควบคุมข่ายเดิม จะต้องไปยื่นจดทะเบียนให้เป็นนิติบุคคลเป็นสมาคมวิทยุสมัครเล่นภายใน 180 วัน นับจากวันที่ประกาศมีผลบังคับใช้ ถ้าไม่ดำเนินการก็จะยกเลิกการรับรองเป็นสถานีวิทยุสมัครเล่นควบคุมข่าย รวมไปถึงการอนุญาตต่างๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย

ส่วนจังหวัดไหนที่เป็นสมาคมอยู่แล้วก็ให้ดำเนินการต่อไปได้เลย แต่ต้องปรับแก้ระเบียบข้อบังคับให้ตรงกับหลักเกณฑ์ที่กำหนดใหม่ ให้เสร็จสิ้นภายใน 180 วัน ถ้าไม่ทำก็โทษสถานเดียวกันคือยกเลิกการรับรองเป็นสถานีวิทยุสมัครเล่นควบคุมข่าย รวมไปถึงการอนุญาตต่างๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย

 

ข้อถัดมาที่อยู่ในบทเฉพาะกาลก็เกี่ยวกับเรื่องการเพิกถอนสัญญาณเรียกขานนั้นเอง ให้ใช้บังคับเมื่อประกาศมีผลไปแล้ว 180 วัน ก็หมายความว่าใครที่รู้ตัวว่าใบอนุญาตพนักงานวิทยุสมัครเล่นหมดอายุ ให้รีบมาดำเนินการขอต่อใบอนุญาตพร้อมเสียค่าปรับ (ถ้ามี) ให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน มิเช่นนั้นถูกเพิกถอนใบอนุญาตแน่นอน

มีประเด็นสงสัยเล็กน้อยสำหรับเรื่องนี้ การที่ให้เวลา 180 วันนับจากวันที่ประกาศมีผลนั้นมันเพียงพอหรือไม่ ที่จะส่งข่าว กระจายข่าวไปถึงผู้ที่เป็นพนักงานวิทยุสมัครเล่น ที่อาจไม่ค่อยได้ติดตามข่าวสาร ความเคลื่อนไหว หรือติดภารกิจต่างๆ นานา ไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ทันท่วงที ก็จะเสียโอกาสไป

ถ้าเป็นผมจะเสนอให้กำหนดระยะเวลามีผลบังคับไว้ที่ 2 ปี ให้เริ่มนับตั้งแต่วันแรกที่ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ แต่ถ้า กสทช มีเหตุผลที่มีความจำเป็นต้องเร่งรีบใช้สัญญาณเรียกขานก็คงต้องดูตามความจำเป็น เพราะทราบมาว่าสัญญาณเรียกขานก็ใกล้หมด ไม่มั่นใจว่าจะพอมีเหลือให้ใช้ถึง 2 ปี หรือไม่

 

ประเด็นสุดท้ายในบทเฉพาะกาล ว่าด้วยกรณีนักวิทยุสมัครเล่นชาวต่างชาติที่จะกำหนดสัญญาณเรียกขานใหม่เป็น “HS0/” นั้น ให้มีผลบังคับใช้ทันที และผู้ที่ใช้สัญญาณเรียกขาน “HS0Zxx” อยู่ก่อนแล้วให้ใช้ไปจนกว่าใบอนุญาตเดิมจะหมดลง แล้วจะกำหนดสัญญาณเรียกขานใหม่หากมาขอรับใบอนุญาตฉบับใหม่

ประเด็นนี้ก็จะสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นได้ ก็จะเสนอใหม่ว่า ผู้ที่ใช้สัญญาณเรียกขาน “HS0Zxx” เดิมก็ให้คงใช้ไปได้ตลอด หากยังมาขอรับใบอนุญาตฉบับใหม่อย่างต่อเนื่องไม่ต้องไปกำหนดใหม่ สำหรับผู้ที่ใบอนุญาตหมดอายุลงแล้วไม่ต่อใบอนุญาตภายใน 2 ปี ก็ให้ปฏิบัติตามที่กำหนดใหม่คือเรียกคืนสัญญาณเรียกขาน

 

ทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวกับร่างระเบียบวิทยุสมัครเล่นใหม่ ที่กำลังเข้าสู่กระบวนการทำประชาพิจารณ์ต่อไป ก่อนประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ต่อไป ช่วยๆ กันเสนอแนะนะครับ

Comments

comments

1 Comment

  1. เค says:

    รอกว่าจะประกาศ

Popups Powered By : XYZScripts.com